อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
Sukhothai Historical Park

 

  อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดสุโขทัยตามทางหลวงแผ่นดินสายสุโขทัย-ตาก ทางหลวงหมายเลข 12 ไปทางทิศตะวันตก 12 กิโลเมตร ถนนหลวงตัดผ่านกลางเมืองจากตะวันออกไปตะวันตก เมื่อผ่านเข้าเขตเมืองเก่าจะแลเห็นยอดพระเจดีย์แบบต่างๆ อันสง่างามและวิหารอันศักดิ์สิทธิ์ เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.30-16.30 น. อัตราค่าเข้าชมท่านละ 20 บาท

 

กำแพงเมืองสุโขทัย ตั้งอยู่ตำบลเมืองเก่า เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นกำแพงพูนดิน 3 ชั้น โดยการขุดเอาดินขึ้นมาถมเป็นกำแพงและพื้นดินที่ขุดขึ้นยังเป็นคูขังน้ำไว้ใช้สอยและเป็นกำแพงน้ำขึ้นอีก 2 ชั้น กำแพงด้านทิศเหนือจดทิศใต้ยาว 2,000 เมตร ด้านทิศตะวันตกยาว 1,600 เมตร มีประตูเมือง 4 ประตู ด้านเหนือเรียกว่า "ประตูศาลหลวง" ด้านใต้เรียกว่า "ประตูนะโม" ด้านทิศตะวันออกเรียกว่า "ประตูกำแพงหัก" ด้านทิศตะวันตกเรียกว่า "ประตูอ้อ" ภายนอกกำแพงเมืองในรัศมี 5 กิโลเมตร มีโบราณสถานประมาณ 70 แห่ง สร้างขึ้นไว้ในพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ ได้รับการบูรณะซ่อมแซมโดยกรมศิลปากร และได้รับการจัดตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO ในปี 2537

การเดินทาง :
การเดินทางไปอุทยานฯ จากตัวเมืองสุโขทัย นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถประจำทางสายเมืองเก่า (รถสองแถว) จอดรอบบริเวณที่ท่ารถใกล้ป้อมยามตำรวจ ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำยมไปทางฝั่งตะวันตกราว 200 เมตร มีรถออกทุก 20 นาที ค่าโดยสารคนละ 5 บาท ตั้งแต่ 06.00-18.00 น. ทุกวัน และจากอุทยานฯ มีรถจอดที่บริเวณลานจอดรถ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว


สิ่งอำนวยความสะดวก :
อัตราการเข้าชมโบราณสถานในอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชมชาวไทย 20 บาท และการนำยานพาหนะ 4-6 ล้อ เข้าเขตโบราณสถานต้องเสียค่าธรรมเนียมอีก 30 บาท ส่วนพาหนะเกิน 6 ล้อ ไม่อนุญาตให้นำเข้า

กรณีเข้าชมเป็นหมู่เป็นคณะ และต้องการวิทยากรนำชม หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับอุทยานฯ สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลนักท่องเที่ยวอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ต. เมืองเก่า อ. เมือง จ. สุโขทัย 64210 โทร. (055) 613241

จุดเด่นที่น่าสนใจ :

 

วัดมหาธาตุ เป็นวัดใหญ่อยู่กลางเมือง สร้างสมัยพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ มีพระเจดีย์ต่างๆ รวมถึง 200 องค์ นับเป็นวัดสำคัญประจำกรุงสุโขทัย มีพระเจดีย์มหาธาตุ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะแบบสุโขทัยแท้ตั้งเป็นเจดีย์ประธาน ล้อมรอบด้วยเจดีย์ 8 องค์ บนฐานเดียวกัน คือ ปรางค์ศิลาแลงตั้งอยู่ที่ทิศทั้ง 4 และเจดีย์แบบศรีวิชัยผสมลังกาก่อด้วยอิฐอยู่ที่มุม ด้านตะวันออกบนเจดีย์ประธานมีวิหารขนาดใหญ่ก่อด้วยศิลาแลง มีแท่นซึ่งเคยเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย คือ พระศรีศากยมุนี ปัจจุบันได้รับการเคลื่อนย้ายไปอยู่ที่วัดสุทัศน์ฯ กรุงเทพฯ ที่ด้านเหนือและด้านใต้เจดีย์มหาธาตุมีพระพุทธรูปยืนภายในซุ้มพระ เรียกว่า "พระอัฎฐารศ" ด้านใต้ยังพบแท่งหินเรียกว่า "ขอมดำดิน" อีกด้วย

 

วัดศรีสวาย ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของวัดมหาธาตุ ห่างออกไปประมาณ 350 เมตร โบราณสถานที่สำคัญตั้งอยู่ในกำแพงแก้ว ประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์ รูปแบบศิลปะลพบุรี ลักษณะของปรางค์ค่อนข้างเพรียว ตั้งอยู่บนฐานเตี้ย ๆ ลวดลายปูนปั้นบางส่วนเหมือนลายบนเครื่องถ้วยจีน สมัยราชวงศ์หยวน ได้พบทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ ชิ้นส่วนของเทวรูป และศิวลึงค์ที่แสดงให้เห็นว่าเคยเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดูมาก่อน แล้วแปลงเป็นพุทธสถานโดยต่อเติมวิหารขึ้นที่ด้านหน้า แล้วเป็นวัดในพุทธศาสนาภายหลัง

 

วัดตระพังเงิน (คำว่า "ตระพัง" หมายถึง สระน้ำ หรือหนองน้ำ) เป็นโบราณสถานสำคัญตั้งอยู่บริเวณขอบตระพังเงินด้านทิศตะวันตก มีเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ หรือดอกบัวตูมเป็นประธาน บริเวณเรือนธาตุจะมีชั้นประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนทั้ง 4 ทิศ ด้านหน้าเป็นวิหาร 7 ห้อง ฐานและเสาก่อด้วยศิลาแลง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย บริเวณตรงกลางตระพังเป็นเกาะขนาดเล็ก เป็นที่ตั้งของพระอุโบสถ บริเวณตระพังจะมีดอกบัวขึ้นอยู่รอบสระสวยงามมาก

 

วัดสระศรี ตั้งอยู่บนเกาะกลางสระใหญ่กลางเมือง ที่เรียกกันว่า "ตระพังตระกวน" ครับ มีเจดีย์ทรงลังกา เป็นเจดีย์ ประธานของวัด ด้านหน้าเจดีย์ มีวิหารขนาดใหญ่ ประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย ด้านหน้าของ วิหารเป็นพระอุโบสถ ตั้งอยู่กลางเกาะเล็กๆ ทางด้านทิศใต้ ของเจดีย์ประธาน มีเจดีย์ทรงลังกาผสมศรีวิชัย ขนาดเล็ก สวยงามอยู่ด้วยครับ 

 

วัดชนะสงคราม เดิมชื่อวัดราชบูรณะ ต่อมาเปลี่ยนเป็นวัดชนะสงคราม ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ มีเจดีย์ทรงกลมแบบลังกา เป็นเจดีย์ประธานของวัด ด้านหน้ามีฐานวิหาร ด้านหลังมีโบสถ์ มีฐานเจดีย์ราย 12 ฐาน และเจดีย์อีกแบบหนึ่ง ตรงกลางเจดีย์ทำเป็นซุ้มประดิษฐานพระพุทธรูป

 

พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนรามคำแหงมหาราช สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2518 ตั้งอยู่ริมถนนจรดวิถีถ่องทางทิศเหนือของวัดมหาธาตุ ลักษณะพระบรมรูปพ่อขุนรามคำแหงมหาราช เป็นพระบรมรูปหล่อด้วยโลหะทองเหลืองผสมทองแดงรมดำ ขนาด 2 เท่าขององค์จริง สูง 3 เมตร ประทับนั่งห้อยพระบาทบนพระแท่นมนังคศิลาบาตร พระหัตถ์ขวาถือคัมภีร์ พระหัตถ์ซ้ายอยู่ในท่าทรงสั่งสอนประชาชน พระแท่นด้านซ้ายมีพานวางพระขรรค์ไว้ข้างๆ ลักษณะพระพักตร์เหมือนอย่างพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยตอนต้น ถ่ายทอดความรู้สึกว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีน้ำพระทัยเมตตากรุณา ยุติธรรมและเฉียบขาด ที่ด้านข้างมีภาพแผ่นจำหลักจารึกเหตุการณ์เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระองค์ตามที่อ้างถึงในจารึกสุโขทัย

 

วัดสรศักดิ์ มีความในจารึกกล่าวถึง นายอินทรสรศักดิ์ มีศรัทธาในพุทธศาสนา จึงยกที่อยู่เพื่ออุทิศเป็นที่ของวัด โดยได้ขออนุญาตสร้างอาราม ถวายกษัตริย์และมีการเฉลิมฉลองเป็นการใหญ่ เชื่อว่าวัดนี้คงสร้างขึ้นเมื่อสุโขทัยตกอยู่ใต้อำนาจ ของอยุธยาแล้ว เพราะในจารึกใช้คำว่า "ออกญา" อันเป็นยศศักดิ์ของขุนนางตามแบบอย่างอยุธยา

 

วัดศรีชุม ตั้งอยู่ห่างจากวัดพระพายหลวงไปทางทิศตะวันตก 800 เมตร เป็นวัดที่ประดิษฐานพระอจนะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย และลักษณะของวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานพระอจนะนั้น สร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมลักษณะคล้ายมณฑป แต่หลังคาพังทลายลงมาหมดแล้ว เหลือเพียงผนังทั้งสี่ด้าน ผนังแต่ละด้านก่ออิฐถือปูนอย่างแน่นหนา ผนังทางด้านใต้มีช่องให้คนเข้าไปภายใน และเดินขึ้นไปตามทางบันไดแคบๆ ถึงผนังด้านข้างขององค์พระอจนะ หรือสามารถขึ้นไปถึงสันผนังด้านบนได้ ภายในช่องกำแพงตามฝาผนังมีภาพเขียนเก่าแก่แต่เลอะเลือนเกือบหมด ภาพเขียนนี้มีอายุเกือบ 700 ปี นอกจากนี้แล้วบนเพดานช่องบันไดยังมีแผ่นหินชนวนขนาดใหญ่แกะสลักลวดลายต่างๆ ไว้มีจำนวนทั้งหมด 50 ภาพ เมื่อเดินตามช่องทางบันไดขึ้นไปจะโผล่บนหลังคาวิหารมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเมืองเก่าสุโขทัยได้โดยรอบ

เพราะเหตุใดวิหารวัดศรีชุมจึงมีความเร้นลับซ่อนอยู่อย่างนี้ เรื่องนี้หากพิจารณากันอย่างลึกซึ้งแล้ว จะพบว่าพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์พระร่วงทรงพระปรีชาสามารถในด้านปลุกปลอบใจทหารหาญและด้านอื่นๆ อีกมาก เพราะผนังด้านข้างขององค์พระอจนะมีช่องเล็กๆ ถ้าหากใครแอบเข้าไปทางอุโมงค์แล้วไปโผล่ที่ช่องนี้และพูดออกมาดังๆ ผู้ที่อยู่ภายในวิหารจะต้องนึกว่าพระอจนะพูดได้ และเสียงพูดนั้นจะกังวานน่าเกรงขาม เพราะวิหารนี้ไม่มีหน้าต่าง แต่เดิมคงมีหลังคาเป็นรูปโค้งคล้ายโดม

 

วัดสะพานหิน โบราณสถานด้านทิศตะวันตกของกำแพงเมืองที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง วัดนี้ตั้งอยู่บนเนินลูกเตี้ย สูงประมาณ 200 เมตร มีทางเดินปูด้วยหินชนวนแผ่นบางๆ จนถึงบริเวณลานวัด มีวิหารก่อด้วยอิฐ มีเสาก่อด้วยศิลาแลง 4 แถว 5 ห้อง ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระปางประทานอภัยสูง 12.50 เมตร เรียกว่า "พระอัฏฐารศ"

 

คลิ๊กที่ลิงก์ด้านล่างในส่วนอ้างอิงสำหรับจุดเด่นที่น่าสนใจอื่นๆ

 


อ้างอิง :

1. Sukhothai Province : Thailand

2. Sanook.com - Travel & Leisure

 

 

 

 

  Sukhothai Historical Park, the former greatness of Sukhothai has been preserved. Ruins of the royal palaces, Buddhist temples, the city gates, walls, moats, dams, ditches, ponds, canals and the water dyke control system which was the magical and spiritual centre of the kingdom are now preserved and restored by the Fine Arts Department with the cooperation of UNESCO, not only with a view of fostering Thailand's national identity but of safeguarding a fine example of mankind's cultural heritage.

The historical park has 26 old temples, each reflecting magnificent art and architecture. The park is open to the public everyday from 8.30 - 16.30 hrs. There is a Tourist Service Center near Wat Phra Phai Luang. The center provides information and facilitates visitors to the Shukhothai Historical Park, as well as display models of historical buildings and structures in the old city of Sukhothai.

 

Interesting Places :

 

Wat Mahathat is Sukhothai's largest Wat and a customary main chedi, in lotus-bud shape, and a ruined viharn. At the base of the Chedi stand Buddhist disciples in adoration, and on the pedestal seated Buddha images. In front of this reliquary is large viharn formerly containing a remarkable seated bronze Buddha image of Sukhothai style, which was cast and installed by King Lithai of Sukhothai in 1362. At the end of the 18th century, the image was removed to the Viharn Luang of Wat Suthat in Bangkok by the order of the King Rama I and has since been named Phra Si Sakaya Muni. In front of the large viharn is another smaller viharn which was probably built during the Ayutthaya period. Its main Buddha image (8 m. high) was installed inside a separate building. In front of the southern image a piece of sculpture call "Khom Dam Din" (a Khmer who came by way of walking underground) was found, and is now kept in Phra Mae Ya Shrine near the Sukhothai City Hall.

 

Wat Si Sawai is situated among magnificent scenery southwest of Wat Mahathat. Three prangs are surrounded by a laterite wall.  Inside the wall, the viharn in the west, built of laterite, is separate from the main prang which was constructed in Lop Buri or Hindu-style but the others, also constructed beside the prangs, are Buddhist viharns. The Crown Prince (King Rama VI), found a trace of Hindu sculpture Sayomphu, the greatest Hindu God in this sanctuary. In his opinion this ruin was once a Hindu shrine, but was later converted into a Buddhist monastery.

 

Wat Traphang Ngoen, Situated to the west of Wat Mahathat is Wat Traphang Ngoen with its square pedestal, main sanctuary, and stucco standing Buddha image in four niches. There is a viharn in front and, in the east of the pond, an island with an ubosot. This edifice has already crumble and only its pedestal and laterite columns still remain. Many monuments and magnificent scenery are visible from this location.

 

Wat Sa Si is situated near Wat Chanasongkhram. Around a Singhalese-style chedi is the main sanctuary on an island in the middle of Traphang Trakuan pond. A large viharn contains a stucco Buddha image. To the south stand nine chedis of different sizes.

 

Wat Chanasongkhram is situated to the north of Wat Mahathat. Its main sanctuary is round Singhalese-style chedi. In front of the chedi exists the base of a viharn and behind the former stands an ubosot. Bases of twelve small chedis are also visible. Near the Charot Withi Thong Road is a strange chedi having three bases, one on top of the other.

 

The King Ramkhamhaeng Monument, Sukhothai is situated on the north of Wat Mahathat. The bronze statue of King Ramkhamhaeng sits on a throne named Phra Thaen Manangkhasila Asana with a base relief recording his life.

 

Wat Sorasak, it is inscribed that Mr. In-Sorasak had a strong belief in Buddhism so that he dedicated a plot of land and asked for permission to built a temple to the king.  After completing the construction, a special celebration for the establishment of Wat Sorasak was held.  Perhaps, this temple was built when the Ayutthaya controlled over Sukhothai.  It is believed this way because it was inscribed about "Augya" that is the rank of nobleman in Ayutthaya period.

 

Wat Si Chum, This lies about 1,500 meters north of Wat Mahathat and was originally surrounded by a moat. A square mondop is the main sanctuary and contains a monumental stucco-over-brick Buddha image in the attitude Subduing Mara, called "Phra Achana". This Buddha measures 11.30 meters from knee to knee.


The mondop is 32 meters square and 15 meters high, and the walls are 3 meters thick. There is a passageway in the left inner wall itself which leads to the above crossbeam. On the ceiling of the passageway are more than fifty engraved slate slabs illustrating Jataka scenes.
At Wat Si Chum there is a mondop that houses a large stucco image of the Buddha in the Marnvichai position, as described in the first stone inscription. A tunnel has been made leading to the temple's south wall, where there is a stariway to the roof. Over the ceiling are 20 stone pillars, with inscriptions in the Thai alphabet of the Sukhothai Period.

 

Wat Saphan Hin is situated on the hill 200 meters high. A pathway of slate slabs leads to the sanctuary yard.

 

Please see the below link in Ref: section for more interesting places.

 


Ref.: SUKHOTHAI

 

Wallpaper
 

 

 

Gallery
 

 

 

 
 
   

Copyright © 2004 SSSNS Universe

Hit Counter